27 มกราคม 2552

พาณิชย์-บีโอไอ-ททท.-เอกชนเกี่ยวก้อยบุกญี่ปุ่นดึงนักลงทุน

จัดทำบทความโดย
นาย ปณิธิ ตรีประทีป
เลขทะเบียน 4901202139

นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าคณะทีมเศรษฐกิจไทยเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น วันที่ 4-7 ก.พ.นี้ พร้อมด้วย นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน เข้าพบรมว.กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ) และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น(เจโทร) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า การลงทุนทั้ง 2 ประเทศและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (เจเทป้า) กับข้อตกลงเดียวกันนี้ในกรอบอาเซียนให้มากขึ้น ทั้งนี้ประเด็นด้านการค้าจะเพิ่มช่องทางหารือกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นอิออนและจัสโก้ ให้ญี่ปุ่นเข้ามาทำธุรกิจในไทยได้มากขึ้น และให้ไทยส่งสินค้าออกไปจำหน่ายในช่องทางของทั้ง 2 ห้างเพิ่ม นอกจากนี้จะหารือการผลักดันโครงการครัวไทยสู่โลก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกัน การขยายความร่วมมือด้านบันเทิง รวมถึงกลุ่มธุรกิจคอนเทนต์ ขณะที่ภาคเอกชนจะมี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เดินทางไปหารือจับคู่เจรจาการค้า และช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าของประเทศร่วมกัน “ที่เลือกไปญี่ปุ่นเพราะต้องเน้นหัวใจของการค้าการส่งออก ที่ต้องมีความเชื่อมั่นกันก่อน ในส่วนของพาณิชย์ก็จะไปสร้างความเชื่อ มั่นทางการค้าให้เดินหน้าต่อไป แต่เรื่องของการเปิดตลาดเพื่อกระตุ้นการส่งออกปีนี้ ที่บอกว่าจะไปตลาดใหม่ก็ยังมีอยู่ นอกจากนี้หน่วยงานอื่นจะไปหารือเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกหลายทางด้วย ทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน” นายราเชนทร์ กล่าวต่อว่ากรมฯยังติดตามแผนการแก้ปัญหาสภาพคล่องผู้ประกอบการผ่านงบประมาณของรัฐจำนวน 10,000 ล้านบาท จากงบที่กำหนดไว้สำหรับให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีอยู่แล้ว 50,000 ล้านบาท


ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=189150&NewsType=1&Template=1


**********************************************
คำถามท้ายเรื่อง
1. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจเดินทางไปประเทศใด และพบกับ
2. ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยมีห้างใด
3. เหตุผลที่รัฐบาลเลือกไปประเทศญี่ปุ่นคืออะไร

13 มกราคม 2552

สื่ออังกฤษสำรวจ ชี้ “เที่ยวไทย” คุ้มค่าที่สุด

จัดทำบทความโดย

นายภูริวิธ ศิริเบญจกุล เลขทะเบียน 4901202100

ASTVผู้จัดการออนไลน์ – สื่ออังกฤษ “ซันเดย์ มิร์เรอร์” เผยแพร่ผลวิจัยพบ ประเทศไทยยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชาวอังกฤษ ดีกว่า แอฟริกาใต้ มาเลเซีย เคนยา และประเทศอื่นๆ ในยุโรป ชี้ค่าครองชีพถูกกว่าไปเที่ยวอิตาลีเกือบครึ่ง
ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ Sunday Mirror และสำนักข่าว Post Office travel services ได้นำเสนอข่าวระบุถึงผลการสำรวจและการวิจัยที่บ่งชี้ว่า ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุดของนักท่องเที่ยวจากเมืองผู้ดี โดยข่าวดังกล่าวระบุว่า แม้วิกฤตเศรษฐกิจโลกจะกระทบสหราชอาณาจักรอย่างหนัก แต่หากชาวอังกฤษต้องการจะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนให้คุ้มค่าก็ควรลองที่จะเดินทางไกลไปยังจุดหมายอย่างเช่น ประเทศไทย มาเลเซีย แอฟริกาใต้ หรือ เคนยา ดู

ในช่วงที่ผ่านมาเงินปอนด์อังกฤษนั้นอ่อนค่าลงอย่างมาก แต่แม้ว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเงินปอนด์จะด้อยค่าลงถึงร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับค่าเงินบาท แต่ประเทศไทยก็ยังคงถือเป็นจุดหมายท่องเที่ยวต่างแดนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอยู่ โดยค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวเมืองไทยนั้นคิดเป็นแค่ครึ่งเดียวของการเดินทางไปเที่ยวยังอิตาลี ประเทศที่แพงที่สุดในหมู่ประเทศยูโรโซน และ ถูกกว่าการไปเที่ยวสเปนถึงร้อยละ 43 เลยทีเดียว รายงานชิ้นดังกล่าวระบุ

ผู้ทำวิจัยดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การจัดอันดับนั้นมาจากการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจาก ราคาอาหารเย็นครบสูตร (3 คอร์ส) ไวน์หนึ่งขวด ครีมกันแดด น้ำแร่ บุหรี่ กาแฟ และ โค้กกระป๋อง ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วพบว่า ในอิตาลีต้องใช้เงินมากถึง 84.58 ปอนด์เพื่อซื้อสินค้าเหล่านี้ ขณะที่ในเมืองไทยใช้เงินเพียง 39.02 ปอนด์ก็ซื้อสินค้าทั้งหมดนี้ได้แล้ว

นายแอนดริว สไปซ์ หนึ่งในคณะผู้ทำวิจัยกล่าวว่า “เมื่อเทียบกับปอนด์อังกฤษแล้ว แม้ว่าค่าเงินบาทไทย ค่าเงินปอนด์อียิปต์ ค่าเงินริงกิตมาเลเซีย จะแข็งขึ้นอีก แต่ค่าครองชีพในประเทศเหล่านี้ก็ยังถือว่าถูกมากอยู่ ดังนั้น เมื่อเทียบกับการไปตามรีสอร์ตยอดนิยมต่างๆ ในยุโรป นักท่องเที่ยวอังกฤษจะพบว่าเงินของเขาคุ้มค่ามากในประเทศเหล่านี้”

ทั้งนี้ จุดหมายท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุด 10 อันดับสำหรับคนอังกฤษจากรายงานดังกล่าวประกอบไปด้วย ไทย (39.02 ปอนด์) แอฟริกาใต้ (45.50 ปอนด์) มาเลเซีย (46.26 ปอนด์) เคนยา (53.06 ปอนด์) สเปน (69.13 ปอนด์) สหรัฐอเมริกา (73.92 ปอนด์) กรีซ (74.63 ปอนด์) ฝรั่งเศส (79.08 ปอนด์) โปรตุเกส (80.97 ปอนด์) อิตาลี (84.58 ปอนด์) เม็กซิโก (102.16 ปอนด์) และ บาร์เบโดส (151.61 ปอนด์)

ที่มา : http://www.khum.net/news-read/1072446


-------------------------------------------------------

คำถามท้ายเรื่อง

1.เพราะเหตุใดนักท่องเที่ยวอังกฤษจึงคิดว่าเงินของเขาคุ้มค่ามากในประเทศไทย ทั้งที่ทราบว่าค่าเงินบาทไทยนั้นจะแข็งค่าขึ้นอีก
2.จากการวิจัยจุดหมายท่องเที่ยวที่คุ้มค่าที่สุด 3 อันดับแรกสำหรับคนอังกฤษคือประเทศใด
3.ในการวิจัยนั้นผู้วิจัยได้ทำการจัดอันดับประเทศที่คุ้มค่าในการท่องเที่ยวโดยการเปรียบเทียบราคาของสิ่งใดบ้าง

12 ธันวาคม 2551

ราคาน้ำมันปีหน้าจะยังทรงตัวในระดับสูง

จัดทำบทความโดย
นายวศีม มุขตารี เลขทะเบียน 4901202125

ผู้บริหาร ปตท.เชื่อว่าราคาน้ำมันปีหน้าจะยังทรงตัวในระดับสูง แต่ความต้องการใช้จะทรงตัวใกล้เคียงกับปีนี้ เนื่องจากประชาชนเริ่มปรับตัวได้กับราคาน้ำมันที่แพง ส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติก็ยังเติบโตต่อไป
นายประสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาน้ำมันในปีหน้ายังประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบแม้ว่าจะต่ำลง แต่ก็ยังอยู่ในช่วงราคาที่ทรงตัวในระดับสูง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 55-60 ดอลลาาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ทั้งเบนซินและดีเซล อยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนค่าการ กลั่นน้ำมัน คาดว่าจะทรงตัวที่ 6-7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุที่เชื่อว่า ส่วนต่างของธุรกิจปิโตรเคมีจะยังมีอยู่ เนื่องจากจากการติดตามสถานการณ์การก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ และโรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่ ทั้งในตะวันออก กลาง จีน และอินเดีย พบว่าโรงกลั่นใหม่กว่าจะสร้างเสร็จก็จะเข้าสู่ปี 2553-2554 ประกอบกับเศรษฐกิจปีหน้ายังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 4 ความต้องการใช้น้ำมันและปิโตรเคมี จะยังเติบโตต่อไป ขณะที่ประเทศไทย คาดว่า ปี 2550 ความต้องการใช้น้ำมันคงจะอยู่ในภาวะใกล้เคียงกับปีนี้ ซึ่งหมายถึงจะไม่ปรับลดลง เหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในช่วงติดลบ โดยเฉพาะปี 2549 ที่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลติดลบร้อยละ 8-9 และความต้องการใช้เบนซินติดลบร้อบละ 4
“สาเหตุที่มั่นใจว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะใกล้เคียงกับปีนี้ เนื่องจากคาดว่า ประชาชนจะมีการปรับตัวสำหรับการใช้น้ำมันแพงมาระยะหนึ่งแล้ว ประกอบกับรถยนต์แบบใหม่ ๆ จะออกสู่ตลาด จึงน่าจะเป็นส่วนสำคัญทำให้ความต้องการใช้น้ำมันยังอยู่ในระดับที่ไม่ลดลง” นายประเสริฐกล่าว
นายประเสริฐ กล่าวว่า การใช้ก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเติบโตต่อไป ทั้งการใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ โดย 5 ปีข้างหน้า คาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มจาก 3,000 เป็น 5,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็น 6,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่ง ปตท.มีการเตรียมแผนงานรองรับ โดยพิจารณาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งในอ่าวไทยและพม่า แหล่งเจดีเอ รวมทั้งการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จึงเชื่อว่า จะจัดหาได้อย่างเพียงพอ.



ที่มา : http://www.goldtraders.or.th/webboard/index.php?PHPSESSID=434ebee00687f9b3257bff6170c6f4fa&topic=660.0

-------------------------------------------------------
คำถามท้ายเรื่อง
1. การก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ และโรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่ อยุ่ในประเทศใดบ้าง
2. ปตท.มีการเตรียมแผนงานรองรับ การใช้ก๊าซ โดยมีการใช้งาน จากแหล่งใด
3. การใช้ก๊าซธรรมชาติ ใช้ในอุตสาหกรรมใดบ้าง

09 ธันวาคม 2551

ศก.ไทยวูบหนักต้นปี 52 ตกงานกว่าล้านคน แต่ทั้งปียังโต 2-3%

จัดทำบทความโดย

นาย อนันต์ นันทะจุราโภ เลขทะเบียน 4901202020

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตทีมที่ปรึกษา รมว.คลัง คาดว่า จากปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อ และลุกลามถึงขั้นปิดสนามบินและมีความรุนแรงเกิดขึ้นสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 52 จะเติบโตได้ 2-3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.5-1% แต่คาดว่าเศรษฐกิจไม่เจอภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจทั้งปีไม่ติดลบ แม้ว่าไตรมาส 1/52 มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจติดลบได้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อ อาจจะติดลบ ช่วง ก.ค.-ส.ค.ปี 52 และคาดว่าในไตรมาส 4/52 เศรษฐกิจจะดีขึ้น ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจโลกปี 52 จะขยายตัว 1.7-2.2% เติบโตลดลงจากปี 51 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา "ฟันธงว่าไตรมาสแรกปีหน้าเลวร้ายสุด อาการหนัก คนตกงานกว่า 1 ล้านคน หลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีก และ เมื่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย กรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะติดลบเล็กน้อยในไตรมาสแรกไม่เกิน 0.5% สามไตรมาสที่เหลือจะเติบโตเป็นบวกเล็กน้อยและจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่"นายอนุสรณ์ กล่าว นายอนุสรณ์ ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยเป็นสามกรณี โดยกรณีดีที่สุด (Best Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัว 2.0-2.2 % และวิกฤตการณ์การเมืองยุติอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 1% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.3% หรือประมาณ 900,000 คน การขยายการส่งออกขยายตัว 7% การบริโภคเติบโต 3% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 5% รายได้การท่องเที่ยวขยายตัวติดลบ กรณีพื้นฐานหรือกรณีปกติ (Base Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตาม 1.7-2.0% และวิกฤติการณ์การเมืองยุติความขัดแย้ง แต่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและอาจจะมีการยุบสภาในปี 52 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.7% หรือประมาณ 1 ล้านคน การส่งออกขยายตัว 5% การบริโภคเติบโต 2.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4% รายได้การท่องเที่ยวขยายตัวติดลบ กรณีเลวร้าย (Worst Case) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่ำกว่า 1.7% และ วิกฤติการณ์การเมืองดำเนินต่อไปและมีความเสี่ยงที่เกิดความรุนแรง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ กรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อย เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2% หรือประมาณ 1.2 ล้านคนการส่งออกขยายตัว 0% หรือไม่มีการเติบโต การบริโภคเติบโต 2% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3% รายได้การท่องเที่ยวขยายตัวติดลบ ด้านนายรัชพงษ์ กลิ่นศรีสุข อ.คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวปี 52 ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลงจากเป้าหมายที่ 6 แสนล้านบาท ตามผลกระทบการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลทางอ้อมต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว และปัญหาการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการปิดสนามบินกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงไตรมาส 1/52 ซึ่งเป็นช่วงไฮ-ซีซั่น ไทยจะสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แต่หากสถานการณ์การเมืองมั่งคง มีการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จะทำให้รายได้การท่องเที่ยวกลับมาในไตรมาส 4/52 ซึ่งจะทำให้รายได้ด้านการท่องเที่ยวทั้งปี 52 อยู่ที่ 5.1 แสนล้านบาท นายอนุสรณ์ แนะนโยบายเร่งด่วนและทางออกให้รัฐบาลใหม่ โดยการลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษสำหรับกิจการที่ไม่มีการเลิกจ้างในปี 52 ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมแทนนายจ้างและลูกจ้างเป็นเวลา 6 เดือน ช่วงครึ่งแรกของปี 1/52 จัดตั้งกองทุนเพื่อการฝึกอาชีพโดยจ่ายค่าตอบแทนสำหรับคนว่างงานโดยช่วยเหลือแรงงานในระบบเหมาช่วงก่อนเป็น จัดตั้งกองทุนเพื่อกู้ยืมประกอบอาชีพอิสระสำหรับผู้ถูกปลดออกจากงานที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ส่งสัญญาณและขอความร่วมมือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องโดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75-1% และ อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมด้วยการซื้อพันธบัตร มีมาตรการจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว ผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้รับแรงกระแทกจากวิกฤติการเงินโลก ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยการลงทุนภาครัฐทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น Hardware (ระบบชลประทาน ระบบขนส่งมวลชนระบบราง ระบบสื่อสารโทรคมนาคม) และ Software (คุณภาพระบบการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ คุณภาพและคุณธรรมของคน) ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% และชดเชยด้วยการขึ้นภาษีน้ำมัน บุหรี่และสุรา หรือ พิจารณาความเป็นไปได้ในเก็บภาษีมรดก ผลักดันให้มีการปฏิรูปรอบด้านอย่างแท้จริงต่อเนื่อง เพื่อยุติความรุนแรง วิกฤตการณ์ทางการเมือง สร้างความเป็นธรรมและความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขณะนี้ ไม่ว่าขั้วพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล ถือว่า แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น เพราะวิกฤตการณ์การเมืองคลี่คลายบ้าง ได้ยุติประท้วง ปิดสนามบิน และจะยิ่งดีขึ้นหากได้รัฐบาล และทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนักลงทุน มีประสบการณ์และผลงานจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น รมว.คลัง ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจมหภาคเป็นอย่างดี หากเป็นคนนอกวงการเมืองจะมีข้อดี คือ สามารถดำเนินมาตรการที่จำเป็นโดยไม่ต้องกังวลประเด็นการเมืองมากเกินไป นอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้ที่เข้าใจโลกาภิวัฒน์เพื่อกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้อย่างเหมาะสม มีความรู้ด้านการเงินการคลัง ผ่านงานบริหาร มีประสบการณ์เพื่อทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจได้ ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจมิติทางด้านปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้า และ มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ยึดถือความโปร่งใส ธรรมาภิบาลในการทำงาน ยึดหลักการและมีวิสัยทัศน์สำหรับประเทศในระยะยาว ต้องแข็งในหลักการและต้องยืดหยุ่นพอที่จะรับฟังความเห็นต่างๆ และที่สำคัญ ต้องไม่มีบทบาทหรือภาพเข้าไปเกี่ยวข้องกับขั้วความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา นายอนุสรณ์ ยังได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริง ร่วมกันแก้ไขความอ่อนแอของระบบนิติรัฐและจริยธรรมในทุกระดับป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะไม่เคารพกฎมายและหยุดแนวโน้มใช้ความรุนแรงต่อกัน

***************************

คำถามท้ายเรื่อง

1.ในไตรมาสแรกของปีหน้าคาดว่าจะมีคนตกงานประมาณกี่คน

2.นายรัชพงษ์ กลิ่นศรีสุข ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของปี52ไว้ว่าอย่างไร

3.ช่วงไตรมาส 1/52 เป็นช่วงไฮ-ซีซั่น ไทยจะสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเงินประมาณเท่าไร

28 พฤศจิกายน 2551

การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

จัดทำบทความโดย
นายชัยวัฒน์ งามชัยวัฒน์ เลขทะเบียน 4901202139


"ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อ คือ พยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
ในระยะนี้เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับความพยายามให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการที่สถาบันการเงินเร่งปล่อยสินเชื่อจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อการลงทุน ส่งผลให้ธุรกิจขยายตัวและพลอยทำให้มีการเพิ่มการจ้างงาน ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญว่า เมื่อขยายการผลิตหรือขยายการให้บริการแล้วมีคนบริโภคซื้อของจับจ่ายตามการขยายตัวด้วย
จึงจะเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในตรงนี้ผมขอไม่พูดถึงประเด็นที่ว่าสมมติฐานจะเป็นจริงได้ต้องทำอย่างไร แต่ที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ กฎเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างไรหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยง (Risk Based Supervision) ซึ่งการปล่อยสินเชื่อนั้น มีมาตรการที่สำคัญอยู่ 2-3 เรื่องที่ทำให้สถาบันการเงินต้องชั่งใจก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ เรื่องแรกคือ ผู้กำกับดูแลอยากให้สถาบันการเงินมีขบวนการปล่อยสินเชื่อที่เป็นไปตามผลการพิจารณาความสามารถชำระหนี้ของผู้มาขอกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีหลักประกันคุ้มก็ปล่อยสินเชื่อได้ เพราะนั่นทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังที่เราเห็นจากกรณีการปล่อยสินเชื่อ Subprime ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดูจากหลักประกันบ้าน แทนที่จะพิจารณากำลังความสามารถของผู้ขอกู้ ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอยู่ในขณะนี้
ในการพิจารณาความสามารถชำระหนี้นั้น ปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจคือ วัตถุประสงค์การขอกู้เงิน และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ (ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้) เพราะสถาบันการเงินก็ต้องการดูว่าลูกค้ามาขอกู้เงินนั้น นำเงินไปต่อยอดธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะมาชำระเงินคืนหรือไม่ แต่เป็นธรรมดาที่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ สถาบันการเงินมักจะมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวัง
ในเรื่องนี้มาก จึงทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยยอมปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ข้อมูลอื่นที่สถาบันการเงินใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจคือ ประวัติการจ่ายชำระหนี้และฐานะการเงินของลูกค้า ซึ่งสถาบันการเงินจะดูจากศูนย์ข้อมูลเครดิตกลาง (Credit Bureau)

กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเรื่องที่สองคือ สถาบันการเงินต้องไม่ให้สินเชื่อโดยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป เพราะหากปล่อยเงินกู้ให้รายเดียวหรือกลุ่มลูกค้ากลุ่มใดเป็นจำนวนสูง ๆ และหากลูกค้ารายนั้นไม่สามารถจ่ายคืนได้ ก็จะเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ (Single/Concentration Risks) อันนี้ก็เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลสากล และแม้ว่าทางการจะไม่สั่งการ โดยหลักปฏิบัติสถาบันการเงินก็ไม่อยากทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนการลงทุนของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เอาไข่หลายใบไว้ในตะกร้าเดียวกัน
กฎเกณฑ์เรื่องที่สามคือ ในการปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ที่เราอาจคุ้นเคยในเรื่องการดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการรักษาความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ไม่ให้จับเสือมือเปล่า กล่าวคือต้องมีเงินกองทุนของตัวเองรองรับด้วย ไม่ใช่ว่ามือหนึ่งรับเงินฝาก อีกมือหนึ่งปล่อยสินเชื่อ โดยไม่มีทุนเลย และนอกจากนี้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรอง "ทั่วไป" (General Reserve) ซึ่งจะเป็นประมาณ 1%-2% ของยอดสินเชื่อ อันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลทั่วไป ไม่ได้เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับประเทศไทย แต่หากหนี้นั้นเริ่มมีอาการไม่ดี ก็ต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเป็นรายลูกหนี้ตามความรุนแรงของความเสียหาย ดังนั้นสถาบันการเงินจึงพยายามเลือกลูกค้าตั้งแต่แรกในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย
หลักการสำคัญ 3 เรื่องที่กล่าวมา ซึ่งจะขอสรุปคือ 1) การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ 2) การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ 3) การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง เป็นหลักธรรมดาพื้นฐาน แม้ว่าผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินไม่กำหนด สถาบันการเงินก็ดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังตามหลักการที่กล่าวอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการดูแลความเสี่ยง ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินเองก็อยากเห็นสถาบันการเงินแข็งแรง

ดังนั้น ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคือ ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อแรก และพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งผมเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยากอยู่แล้ว
ผมคิดว่าสถาบันการเงินอยากปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว ไม่มีสถาบันการเงินไหนหรอกครับที่อยากจะรับเงินฝากมาเก็บไว้เฉย ๆ เพราะมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะในยามนี้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเหลือเยอะแยะจากการระดมเงินฝาก สถาบันการเงินเองก็พยายามวิ่งหาลูกค้าดี ๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับผู้ทำธุรกิจที่ต้องพยายามหาโอกาสทางธุรกิจในการขยายตัวและผลิตสินค้าแล้วขายให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถนักธุรกิจไทยอยู่แล้ว ผมขอเอาใจช่วยครับ


ที่มา http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1423782&issue=2378

*******************************
คำถามท้ายเรื่อง
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป

14 พฤศจิกายน 2551

ออเดอร์ภาคอุตสาหกรรมวูบ7แสนล้าน

จัดทำบทความโดย

นายกิตติพงษ์ อมรเลิศทรัพย์ เลขทะเบียน 4901202099




เรื่อง...ออเดอร์ภาคอุตสาหกรรมวูบ7แสนล้าน

เผยปี 52 ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมวูบ 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ กลุ่มอุตฯ สิ่งทอไทยเนื้อหอม หลังกลุ่มทุนยุโรป อเมริกาแห่ย้ายฐานการผลิตจากจีน- บังกลาเทศ มาไทยเหตุค่าแรง และต้นทุนของทั้งสองประเทศใกล้เคียงไทย

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 52 คาดว่ายอดคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศของภาคอุตสาหกรรมลดลง 15% คิดเป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เป็นต้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จนการบริโภคของประชาชนในประเทศคู่ค้าลดลงตาม ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังผลิตของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันเฉลี่ยลดลงเหลือ 70%

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมได้ทยอยส่งข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มคำสั่งซื้อจากต่างประเทศในปี 52 โดยคาดว่าสิ้นเดือนนี้จะสามารถส่งแบบสอบถามได้ครบ 39 กลุ่มอุตสาหกรรม ล่าสุดมากกว่า 60% ตอบกลับมาออเดอร์ลดเฉลี่ย 10-20% ซึ่งหากภาพรวมลดลงในระดับนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมที่จะลดลงไปพอสมควรจากที่ปี 51 คาดว่าการส่งออกรวมทั้งหมดน่าจะอยู่ระดับ 1.7-1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่าผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ทำให้ความต้องการเหล็กลดลงทั่วโลก ราคาเหล็กจึงปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายที่มีสต็อกมากจะเสียหายจากราคาเหล็กที่ลดลงอย่างรุนแรง เพราะส่วนใหญ่จะมีสต็อกเหล็กเดิมที่มีราคาสูง โดยเหล็กเส้นที่เคยมีราคาขายกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัมลดลงเหลือประมาณ 17 บาทต่อกิโลกรัม โดยประเมินเบื้องต้นทั้งกระบวนการอุตสาหกรรมเหล็กที่ได้สต็อกไว้มีความเสียหายแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท จากปริมาณความต้องการใช้เหล็กในประเทศ ประมาณ 6-7 ล้านตันต่อปี โดยระดับความเสียหายจะมากน้อยต่างกันตามสตอกเหล็กแต่ละโรงงาน

ด้านนายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่างชาติจากยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ เตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนและบังกลาเทศมาไทย เนื่องจากค่าแรงและต้นทุนการผลิตของทั้งสองประเทศปรับเพิ่มในอัตราใกล้เคียงกับไทย ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งเพิ่มบุคลากรในการรองรับกับการขยายตัว เพราะปัจจุบันมีแรงงานเพียง 1.06 ล้านคน ซึ่งยังขาดแคลนอีก 1 แสนตำแหน่ง โดยเครื่องนุ่งห่มต้องการมากสุด 2-3 หมื่นคน

“โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯมี 4,500 แห่งโดย 10% เป็นนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาซื้อกิจการของคนไทยที่กำลังปิดกิจการหรือประสบปัญหาการเงินเพราะจะง่ายกว่าการมาตั้งโรงงานเอง ขณะเดียวกันเชื่อว่าแรงงานกลุ่มนี้จะไม่ตกงานแน่นอนเห็นได้จากช่วงวิกฤติปี 40 ที่โรงงานหลายแห่งต่างรักษาแรงงานกึ่งฝีมือไว้เพราะหายาก แต่อาจใช้วิธีตกลงเจรจากัน เช่น ลดเวลาทำงาน หรือให้เอางานกลับไปทำที่บ้านได้”



******************************
คำถามท้ายเรื่อง
  1. สาเหตุของภาคอุตสาหกรรมส่งออกโดยรวมที่มียอดคำสั่งซื้อลดลง?

  2. นักลงทุนกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่างชาติได้ เตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนและบังกลาเทศมาไทย เพราะอะไร

  3. ทำไมนักลงทุนต่างชาติจึงเข้ามาซื้อกิจการในประเทศไทยที่กำลังปิดกิจการหรือมีปัญหาด้านการเงิน?