28 พฤศจิกายน 2551

การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

จัดทำบทความโดย
นายชัยวัฒน์ งามชัยวัฒน์ เลขทะเบียน 4901202139


"ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อ คือ พยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
ในระยะนี้เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับความพยายามให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการที่สถาบันการเงินเร่งปล่อยสินเชื่อจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อการลงทุน ส่งผลให้ธุรกิจขยายตัวและพลอยทำให้มีการเพิ่มการจ้างงาน ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญว่า เมื่อขยายการผลิตหรือขยายการให้บริการแล้วมีคนบริโภคซื้อของจับจ่ายตามการขยายตัวด้วย
จึงจะเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในตรงนี้ผมขอไม่พูดถึงประเด็นที่ว่าสมมติฐานจะเป็นจริงได้ต้องทำอย่างไร แต่ที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ กฎเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างไรหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยง (Risk Based Supervision) ซึ่งการปล่อยสินเชื่อนั้น มีมาตรการที่สำคัญอยู่ 2-3 เรื่องที่ทำให้สถาบันการเงินต้องชั่งใจก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ เรื่องแรกคือ ผู้กำกับดูแลอยากให้สถาบันการเงินมีขบวนการปล่อยสินเชื่อที่เป็นไปตามผลการพิจารณาความสามารถชำระหนี้ของผู้มาขอกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีหลักประกันคุ้มก็ปล่อยสินเชื่อได้ เพราะนั่นทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังที่เราเห็นจากกรณีการปล่อยสินเชื่อ Subprime ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดูจากหลักประกันบ้าน แทนที่จะพิจารณากำลังความสามารถของผู้ขอกู้ ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอยู่ในขณะนี้
ในการพิจารณาความสามารถชำระหนี้นั้น ปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจคือ วัตถุประสงค์การขอกู้เงิน และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ (ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้) เพราะสถาบันการเงินก็ต้องการดูว่าลูกค้ามาขอกู้เงินนั้น นำเงินไปต่อยอดธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะมาชำระเงินคืนหรือไม่ แต่เป็นธรรมดาที่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ สถาบันการเงินมักจะมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวัง
ในเรื่องนี้มาก จึงทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยยอมปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ข้อมูลอื่นที่สถาบันการเงินใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจคือ ประวัติการจ่ายชำระหนี้และฐานะการเงินของลูกค้า ซึ่งสถาบันการเงินจะดูจากศูนย์ข้อมูลเครดิตกลาง (Credit Bureau)

กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเรื่องที่สองคือ สถาบันการเงินต้องไม่ให้สินเชื่อโดยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป เพราะหากปล่อยเงินกู้ให้รายเดียวหรือกลุ่มลูกค้ากลุ่มใดเป็นจำนวนสูง ๆ และหากลูกค้ารายนั้นไม่สามารถจ่ายคืนได้ ก็จะเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ (Single/Concentration Risks) อันนี้ก็เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลสากล และแม้ว่าทางการจะไม่สั่งการ โดยหลักปฏิบัติสถาบันการเงินก็ไม่อยากทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนการลงทุนของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เอาไข่หลายใบไว้ในตะกร้าเดียวกัน
กฎเกณฑ์เรื่องที่สามคือ ในการปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ที่เราอาจคุ้นเคยในเรื่องการดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการรักษาความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ไม่ให้จับเสือมือเปล่า กล่าวคือต้องมีเงินกองทุนของตัวเองรองรับด้วย ไม่ใช่ว่ามือหนึ่งรับเงินฝาก อีกมือหนึ่งปล่อยสินเชื่อ โดยไม่มีทุนเลย และนอกจากนี้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรอง "ทั่วไป" (General Reserve) ซึ่งจะเป็นประมาณ 1%-2% ของยอดสินเชื่อ อันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลทั่วไป ไม่ได้เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับประเทศไทย แต่หากหนี้นั้นเริ่มมีอาการไม่ดี ก็ต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเป็นรายลูกหนี้ตามความรุนแรงของความเสียหาย ดังนั้นสถาบันการเงินจึงพยายามเลือกลูกค้าตั้งแต่แรกในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย
หลักการสำคัญ 3 เรื่องที่กล่าวมา ซึ่งจะขอสรุปคือ 1) การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ 2) การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ 3) การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง เป็นหลักธรรมดาพื้นฐาน แม้ว่าผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินไม่กำหนด สถาบันการเงินก็ดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังตามหลักการที่กล่าวอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการดูแลความเสี่ยง ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินเองก็อยากเห็นสถาบันการเงินแข็งแรง

ดังนั้น ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคือ ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อแรก และพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งผมเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยากอยู่แล้ว
ผมคิดว่าสถาบันการเงินอยากปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว ไม่มีสถาบันการเงินไหนหรอกครับที่อยากจะรับเงินฝากมาเก็บไว้เฉย ๆ เพราะมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะในยามนี้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเหลือเยอะแยะจากการระดมเงินฝาก สถาบันการเงินเองก็พยายามวิ่งหาลูกค้าดี ๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับผู้ทำธุรกิจที่ต้องพยายามหาโอกาสทางธุรกิจในการขยายตัวและผลิตสินค้าแล้วขายให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถนักธุรกิจไทยอยู่แล้ว ผมขอเอาใจช่วยครับ


ที่มา http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1423782&issue=2378

*******************************
คำถามท้ายเรื่อง
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป

14 พฤศจิกายน 2551

ออเดอร์ภาคอุตสาหกรรมวูบ7แสนล้าน

จัดทำบทความโดย

นายกิตติพงษ์ อมรเลิศทรัพย์ เลขทะเบียน 4901202099




เรื่อง...ออเดอร์ภาคอุตสาหกรรมวูบ7แสนล้าน

เผยปี 52 ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมวูบ 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ กลุ่มอุตฯ สิ่งทอไทยเนื้อหอม หลังกลุ่มทุนยุโรป อเมริกาแห่ย้ายฐานการผลิตจากจีน- บังกลาเทศ มาไทยเหตุค่าแรง และต้นทุนของทั้งสองประเทศใกล้เคียงไทย

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 52 คาดว่ายอดคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศของภาคอุตสาหกรรมลดลง 15% คิดเป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เป็นต้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จนการบริโภคของประชาชนในประเทศคู่ค้าลดลงตาม ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังผลิตของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันเฉลี่ยลดลงเหลือ 70%

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมได้ทยอยส่งข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มคำสั่งซื้อจากต่างประเทศในปี 52 โดยคาดว่าสิ้นเดือนนี้จะสามารถส่งแบบสอบถามได้ครบ 39 กลุ่มอุตสาหกรรม ล่าสุดมากกว่า 60% ตอบกลับมาออเดอร์ลดเฉลี่ย 10-20% ซึ่งหากภาพรวมลดลงในระดับนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมที่จะลดลงไปพอสมควรจากที่ปี 51 คาดว่าการส่งออกรวมทั้งหมดน่าจะอยู่ระดับ 1.7-1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่าผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ทำให้ความต้องการเหล็กลดลงทั่วโลก ราคาเหล็กจึงปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายที่มีสต็อกมากจะเสียหายจากราคาเหล็กที่ลดลงอย่างรุนแรง เพราะส่วนใหญ่จะมีสต็อกเหล็กเดิมที่มีราคาสูง โดยเหล็กเส้นที่เคยมีราคาขายกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัมลดลงเหลือประมาณ 17 บาทต่อกิโลกรัม โดยประเมินเบื้องต้นทั้งกระบวนการอุตสาหกรรมเหล็กที่ได้สต็อกไว้มีความเสียหายแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท จากปริมาณความต้องการใช้เหล็กในประเทศ ประมาณ 6-7 ล้านตันต่อปี โดยระดับความเสียหายจะมากน้อยต่างกันตามสตอกเหล็กแต่ละโรงงาน

ด้านนายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่างชาติจากยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ เตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนและบังกลาเทศมาไทย เนื่องจากค่าแรงและต้นทุนการผลิตของทั้งสองประเทศปรับเพิ่มในอัตราใกล้เคียงกับไทย ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งเพิ่มบุคลากรในการรองรับกับการขยายตัว เพราะปัจจุบันมีแรงงานเพียง 1.06 ล้านคน ซึ่งยังขาดแคลนอีก 1 แสนตำแหน่ง โดยเครื่องนุ่งห่มต้องการมากสุด 2-3 หมื่นคน

“โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯมี 4,500 แห่งโดย 10% เป็นนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาซื้อกิจการของคนไทยที่กำลังปิดกิจการหรือประสบปัญหาการเงินเพราะจะง่ายกว่าการมาตั้งโรงงานเอง ขณะเดียวกันเชื่อว่าแรงงานกลุ่มนี้จะไม่ตกงานแน่นอนเห็นได้จากช่วงวิกฤติปี 40 ที่โรงงานหลายแห่งต่างรักษาแรงงานกึ่งฝีมือไว้เพราะหายาก แต่อาจใช้วิธีตกลงเจรจากัน เช่น ลดเวลาทำงาน หรือให้เอางานกลับไปทำที่บ้านได้”



******************************
คำถามท้ายเรื่อง
  1. สาเหตุของภาคอุตสาหกรรมส่งออกโดยรวมที่มียอดคำสั่งซื้อลดลง?

  2. นักลงทุนกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่างชาติได้ เตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนและบังกลาเทศมาไทย เพราะอะไร

  3. ทำไมนักลงทุนต่างชาติจึงเข้ามาซื้อกิจการในประเทศไทยที่กำลังปิดกิจการหรือมีปัญหาด้านการเงิน?