12 ธันวาคม 2551

ราคาน้ำมันปีหน้าจะยังทรงตัวในระดับสูง

จัดทำบทความโดย
นายวศีม มุขตารี เลขทะเบียน 4901202125

ผู้บริหาร ปตท.เชื่อว่าราคาน้ำมันปีหน้าจะยังทรงตัวในระดับสูง แต่ความต้องการใช้จะทรงตัวใกล้เคียงกับปีนี้ เนื่องจากประชาชนเริ่มปรับตัวได้กับราคาน้ำมันที่แพง ส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติก็ยังเติบโตต่อไป
นายประสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาน้ำมันในปีหน้ายังประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบแม้ว่าจะต่ำลง แต่ก็ยังอยู่ในช่วงราคาที่ทรงตัวในระดับสูง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 55-60 ดอลลาาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ทั้งเบนซินและดีเซล อยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนค่าการ กลั่นน้ำมัน คาดว่าจะทรงตัวที่ 6-7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุที่เชื่อว่า ส่วนต่างของธุรกิจปิโตรเคมีจะยังมีอยู่ เนื่องจากจากการติดตามสถานการณ์การก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ และโรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่ ทั้งในตะวันออก กลาง จีน และอินเดีย พบว่าโรงกลั่นใหม่กว่าจะสร้างเสร็จก็จะเข้าสู่ปี 2553-2554 ประกอบกับเศรษฐกิจปีหน้ายังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 4 ความต้องการใช้น้ำมันและปิโตรเคมี จะยังเติบโตต่อไป ขณะที่ประเทศไทย คาดว่า ปี 2550 ความต้องการใช้น้ำมันคงจะอยู่ในภาวะใกล้เคียงกับปีนี้ ซึ่งหมายถึงจะไม่ปรับลดลง เหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในช่วงติดลบ โดยเฉพาะปี 2549 ที่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลติดลบร้อยละ 8-9 และความต้องการใช้เบนซินติดลบร้อบละ 4
“สาเหตุที่มั่นใจว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะใกล้เคียงกับปีนี้ เนื่องจากคาดว่า ประชาชนจะมีการปรับตัวสำหรับการใช้น้ำมันแพงมาระยะหนึ่งแล้ว ประกอบกับรถยนต์แบบใหม่ ๆ จะออกสู่ตลาด จึงน่าจะเป็นส่วนสำคัญทำให้ความต้องการใช้น้ำมันยังอยู่ในระดับที่ไม่ลดลง” นายประเสริฐกล่าว
นายประเสริฐ กล่าวว่า การใช้ก๊าซธรรมชาติ ยังมีการเติบโตต่อไป ทั้งการใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ โดย 5 ปีข้างหน้า คาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มจาก 3,000 เป็น 5,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็น 6,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่ง ปตท.มีการเตรียมแผนงานรองรับ โดยพิจารณาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งในอ่าวไทยและพม่า แหล่งเจดีเอ รวมทั้งการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จึงเชื่อว่า จะจัดหาได้อย่างเพียงพอ.



ที่มา : http://www.goldtraders.or.th/webboard/index.php?PHPSESSID=434ebee00687f9b3257bff6170c6f4fa&topic=660.0

-------------------------------------------------------
คำถามท้ายเรื่อง
1. การก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ และโรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่ อยุ่ในประเทศใดบ้าง
2. ปตท.มีการเตรียมแผนงานรองรับ การใช้ก๊าซ โดยมีการใช้งาน จากแหล่งใด
3. การใช้ก๊าซธรรมชาติ ใช้ในอุตสาหกรรมใดบ้าง

09 ธันวาคม 2551

ศก.ไทยวูบหนักต้นปี 52 ตกงานกว่าล้านคน แต่ทั้งปียังโต 2-3%

จัดทำบทความโดย

นาย อนันต์ นันทะจุราโภ เลขทะเบียน 4901202020

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตทีมที่ปรึกษา รมว.คลัง คาดว่า จากปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองภายในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อ และลุกลามถึงขั้นปิดสนามบินและมีความรุนแรงเกิดขึ้นสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 52 จะเติบโตได้ 2-3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.5-1% แต่คาดว่าเศรษฐกิจไม่เจอภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจทั้งปีไม่ติดลบ แม้ว่าไตรมาส 1/52 มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจติดลบได้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อ อาจจะติดลบ ช่วง ก.ค.-ส.ค.ปี 52 และคาดว่าในไตรมาส 4/52 เศรษฐกิจจะดีขึ้น ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจโลกปี 52 จะขยายตัว 1.7-2.2% เติบโตลดลงจากปี 51 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา "ฟันธงว่าไตรมาสแรกปีหน้าเลวร้ายสุด อาการหนัก คนตกงานกว่า 1 ล้านคน หลังจากนั้นจะทรงตัวหากไม่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรงซ้ำเติมอีก และ เมื่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย กรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะติดลบเล็กน้อยในไตรมาสแรกไม่เกิน 0.5% สามไตรมาสที่เหลือจะเติบโตเป็นบวกเล็กน้อยและจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่"นายอนุสรณ์ กล่าว นายอนุสรณ์ ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยเป็นสามกรณี โดยกรณีดีที่สุด (Best Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัว 2.0-2.2 % และวิกฤตการณ์การเมืองยุติอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 1% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.3% หรือประมาณ 900,000 คน การขยายการส่งออกขยายตัว 7% การบริโภคเติบโต 3% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 5% รายได้การท่องเที่ยวขยายตัวติดลบ กรณีพื้นฐานหรือกรณีปกติ (Base Case) เศรษฐกิจโลกขยายตัวตาม 1.7-2.0% และวิกฤติการณ์การเมืองยุติความขัดแย้ง แต่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและอาจจะมีการยุบสภาในปี 52 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 2.7% หรือประมาณ 1 ล้านคน การส่งออกขยายตัว 5% การบริโภคเติบโต 2.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4% รายได้การท่องเที่ยวขยายตัวติดลบ กรณีเลวร้าย (Worst Case) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่ำกว่า 1.7% และ วิกฤติการณ์การเมืองดำเนินต่อไปและมีความเสี่ยงที่เกิดความรุนแรง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ กรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อย เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ 0.5% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.2% หรือประมาณ 1.2 ล้านคนการส่งออกขยายตัว 0% หรือไม่มีการเติบโต การบริโภคเติบโต 2% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3% รายได้การท่องเที่ยวขยายตัวติดลบ ด้านนายรัชพงษ์ กลิ่นศรีสุข อ.คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวปี 52 ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลงจากเป้าหมายที่ 6 แสนล้านบาท ตามผลกระทบการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลทางอ้อมต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว และปัญหาการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการปิดสนามบินกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงไตรมาส 1/52 ซึ่งเป็นช่วงไฮ-ซีซั่น ไทยจะสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แต่หากสถานการณ์การเมืองมั่งคง มีการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จะทำให้รายได้การท่องเที่ยวกลับมาในไตรมาส 4/52 ซึ่งจะทำให้รายได้ด้านการท่องเที่ยวทั้งปี 52 อยู่ที่ 5.1 แสนล้านบาท นายอนุสรณ์ แนะนโยบายเร่งด่วนและทางออกให้รัฐบาลใหม่ โดยการลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษสำหรับกิจการที่ไม่มีการเลิกจ้างในปี 52 ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมแทนนายจ้างและลูกจ้างเป็นเวลา 6 เดือน ช่วงครึ่งแรกของปี 1/52 จัดตั้งกองทุนเพื่อการฝึกอาชีพโดยจ่ายค่าตอบแทนสำหรับคนว่างงานโดยช่วยเหลือแรงงานในระบบเหมาช่วงก่อนเป็น จัดตั้งกองทุนเพื่อกู้ยืมประกอบอาชีพอิสระสำหรับผู้ถูกปลดออกจากงานที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ส่งสัญญาณและขอความร่วมมือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องโดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75-1% และ อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมด้วยการซื้อพันธบัตร มีมาตรการจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว ผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้รับแรงกระแทกจากวิกฤติการเงินโลก ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยการลงทุนภาครัฐทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น Hardware (ระบบชลประทาน ระบบขนส่งมวลชนระบบราง ระบบสื่อสารโทรคมนาคม) และ Software (คุณภาพระบบการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ คุณภาพและคุณธรรมของคน) ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% และชดเชยด้วยการขึ้นภาษีน้ำมัน บุหรี่และสุรา หรือ พิจารณาความเป็นไปได้ในเก็บภาษีมรดก ผลักดันให้มีการปฏิรูปรอบด้านอย่างแท้จริงต่อเนื่อง เพื่อยุติความรุนแรง วิกฤตการณ์ทางการเมือง สร้างความเป็นธรรมและความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขณะนี้ ไม่ว่าขั้วพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล ถือว่า แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจง่ายขึ้น เพราะวิกฤตการณ์การเมืองคลี่คลายบ้าง ได้ยุติประท้วง ปิดสนามบิน และจะยิ่งดีขึ้นหากได้รัฐบาล และทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนักลงทุน มีประสบการณ์และผลงานจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น รมว.คลัง ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจมหภาคเป็นอย่างดี หากเป็นคนนอกวงการเมืองจะมีข้อดี คือ สามารถดำเนินมาตรการที่จำเป็นโดยไม่ต้องกังวลประเด็นการเมืองมากเกินไป นอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้ที่เข้าใจโลกาภิวัฒน์เพื่อกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้อย่างเหมาะสม มีความรู้ด้านการเงินการคลัง ผ่านงานบริหาร มีประสบการณ์เพื่อทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจได้ ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจมิติทางด้านปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้า และ มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ยึดถือความโปร่งใส ธรรมาภิบาลในการทำงาน ยึดหลักการและมีวิสัยทัศน์สำหรับประเทศในระยะยาว ต้องแข็งในหลักการและต้องยืดหยุ่นพอที่จะรับฟังความเห็นต่างๆ และที่สำคัญ ต้องไม่มีบทบาทหรือภาพเข้าไปเกี่ยวข้องกับขั้วความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา นายอนุสรณ์ ยังได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริง ร่วมกันแก้ไขความอ่อนแอของระบบนิติรัฐและจริยธรรมในทุกระดับป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะไม่เคารพกฎมายและหยุดแนวโน้มใช้ความรุนแรงต่อกัน

***************************

คำถามท้ายเรื่อง

1.ในไตรมาสแรกของปีหน้าคาดว่าจะมีคนตกงานประมาณกี่คน

2.นายรัชพงษ์ กลิ่นศรีสุข ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของปี52ไว้ว่าอย่างไร

3.ช่วงไตรมาส 1/52 เป็นช่วงไฮ-ซีซั่น ไทยจะสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเงินประมาณเท่าไร

28 พฤศจิกายน 2551

การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

จัดทำบทความโดย
นายชัยวัฒน์ งามชัยวัฒน์ เลขทะเบียน 4901202139


"ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อ คือ พยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
ในระยะนี้เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับความพยายามให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการที่สถาบันการเงินเร่งปล่อยสินเชื่อจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อการลงทุน ส่งผลให้ธุรกิจขยายตัวและพลอยทำให้มีการเพิ่มการจ้างงาน ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญว่า เมื่อขยายการผลิตหรือขยายการให้บริการแล้วมีคนบริโภคซื้อของจับจ่ายตามการขยายตัวด้วย
จึงจะเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในตรงนี้ผมขอไม่พูดถึงประเด็นที่ว่าสมมติฐานจะเป็นจริงได้ต้องทำอย่างไร แต่ที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ กฎเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างไรหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยง (Risk Based Supervision) ซึ่งการปล่อยสินเชื่อนั้น มีมาตรการที่สำคัญอยู่ 2-3 เรื่องที่ทำให้สถาบันการเงินต้องชั่งใจก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ เรื่องแรกคือ ผู้กำกับดูแลอยากให้สถาบันการเงินมีขบวนการปล่อยสินเชื่อที่เป็นไปตามผลการพิจารณาความสามารถชำระหนี้ของผู้มาขอกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีหลักประกันคุ้มก็ปล่อยสินเชื่อได้ เพราะนั่นทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังที่เราเห็นจากกรณีการปล่อยสินเชื่อ Subprime ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดูจากหลักประกันบ้าน แทนที่จะพิจารณากำลังความสามารถของผู้ขอกู้ ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอยู่ในขณะนี้
ในการพิจารณาความสามารถชำระหนี้นั้น ปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจคือ วัตถุประสงค์การขอกู้เงิน และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ (ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้) เพราะสถาบันการเงินก็ต้องการดูว่าลูกค้ามาขอกู้เงินนั้น นำเงินไปต่อยอดธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะมาชำระเงินคืนหรือไม่ แต่เป็นธรรมดาที่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ สถาบันการเงินมักจะมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวัง
ในเรื่องนี้มาก จึงทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยยอมปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ข้อมูลอื่นที่สถาบันการเงินใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจคือ ประวัติการจ่ายชำระหนี้และฐานะการเงินของลูกค้า ซึ่งสถาบันการเงินจะดูจากศูนย์ข้อมูลเครดิตกลาง (Credit Bureau)

กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเรื่องที่สองคือ สถาบันการเงินต้องไม่ให้สินเชื่อโดยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป เพราะหากปล่อยเงินกู้ให้รายเดียวหรือกลุ่มลูกค้ากลุ่มใดเป็นจำนวนสูง ๆ และหากลูกค้ารายนั้นไม่สามารถจ่ายคืนได้ ก็จะเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ (Single/Concentration Risks) อันนี้ก็เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลสากล และแม้ว่าทางการจะไม่สั่งการ โดยหลักปฏิบัติสถาบันการเงินก็ไม่อยากทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนการลงทุนของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เอาไข่หลายใบไว้ในตะกร้าเดียวกัน
กฎเกณฑ์เรื่องที่สามคือ ในการปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ที่เราอาจคุ้นเคยในเรื่องการดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการรักษาความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ไม่ให้จับเสือมือเปล่า กล่าวคือต้องมีเงินกองทุนของตัวเองรองรับด้วย ไม่ใช่ว่ามือหนึ่งรับเงินฝาก อีกมือหนึ่งปล่อยสินเชื่อ โดยไม่มีทุนเลย และนอกจากนี้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรอง "ทั่วไป" (General Reserve) ซึ่งจะเป็นประมาณ 1%-2% ของยอดสินเชื่อ อันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลทั่วไป ไม่ได้เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับประเทศไทย แต่หากหนี้นั้นเริ่มมีอาการไม่ดี ก็ต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเป็นรายลูกหนี้ตามความรุนแรงของความเสียหาย ดังนั้นสถาบันการเงินจึงพยายามเลือกลูกค้าตั้งแต่แรกในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย
หลักการสำคัญ 3 เรื่องที่กล่าวมา ซึ่งจะขอสรุปคือ 1) การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ 2) การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ 3) การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง เป็นหลักธรรมดาพื้นฐาน แม้ว่าผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินไม่กำหนด สถาบันการเงินก็ดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังตามหลักการที่กล่าวอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการดูแลความเสี่ยง ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินเองก็อยากเห็นสถาบันการเงินแข็งแรง

ดังนั้น ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคือ ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อแรก และพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งผมเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยากอยู่แล้ว
ผมคิดว่าสถาบันการเงินอยากปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว ไม่มีสถาบันการเงินไหนหรอกครับที่อยากจะรับเงินฝากมาเก็บไว้เฉย ๆ เพราะมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะในยามนี้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเหลือเยอะแยะจากการระดมเงินฝาก สถาบันการเงินเองก็พยายามวิ่งหาลูกค้าดี ๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับผู้ทำธุรกิจที่ต้องพยายามหาโอกาสทางธุรกิจในการขยายตัวและผลิตสินค้าแล้วขายให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถนักธุรกิจไทยอยู่แล้ว ผมขอเอาใจช่วยครับ


ที่มา http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1423782&issue=2378

*******************************
คำถามท้ายเรื่อง
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป

14 พฤศจิกายน 2551

ออเดอร์ภาคอุตสาหกรรมวูบ7แสนล้าน

จัดทำบทความโดย

นายกิตติพงษ์ อมรเลิศทรัพย์ เลขทะเบียน 4901202099




เรื่อง...ออเดอร์ภาคอุตสาหกรรมวูบ7แสนล้าน

เผยปี 52 ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมวูบ 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ กลุ่มอุตฯ สิ่งทอไทยเนื้อหอม หลังกลุ่มทุนยุโรป อเมริกาแห่ย้ายฐานการผลิตจากจีน- บังกลาเทศ มาไทยเหตุค่าแรง และต้นทุนของทั้งสองประเทศใกล้เคียงไทย

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 52 คาดว่ายอดคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศของภาคอุตสาหกรรมลดลง 15% คิดเป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เป็นต้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จนการบริโภคของประชาชนในประเทศคู่ค้าลดลงตาม ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังผลิตของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันเฉลี่ยลดลงเหลือ 70%

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมได้ทยอยส่งข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มคำสั่งซื้อจากต่างประเทศในปี 52 โดยคาดว่าสิ้นเดือนนี้จะสามารถส่งแบบสอบถามได้ครบ 39 กลุ่มอุตสาหกรรม ล่าสุดมากกว่า 60% ตอบกลับมาออเดอร์ลดเฉลี่ย 10-20% ซึ่งหากภาพรวมลดลงในระดับนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมที่จะลดลงไปพอสมควรจากที่ปี 51 คาดว่าการส่งออกรวมทั้งหมดน่าจะอยู่ระดับ 1.7-1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่าผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ทำให้ความต้องการเหล็กลดลงทั่วโลก ราคาเหล็กจึงปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายที่มีสต็อกมากจะเสียหายจากราคาเหล็กที่ลดลงอย่างรุนแรง เพราะส่วนใหญ่จะมีสต็อกเหล็กเดิมที่มีราคาสูง โดยเหล็กเส้นที่เคยมีราคาขายกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัมลดลงเหลือประมาณ 17 บาทต่อกิโลกรัม โดยประเมินเบื้องต้นทั้งกระบวนการอุตสาหกรรมเหล็กที่ได้สต็อกไว้มีความเสียหายแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท จากปริมาณความต้องการใช้เหล็กในประเทศ ประมาณ 6-7 ล้านตันต่อปี โดยระดับความเสียหายจะมากน้อยต่างกันตามสตอกเหล็กแต่ละโรงงาน

ด้านนายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่างชาติจากยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ เตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนและบังกลาเทศมาไทย เนื่องจากค่าแรงและต้นทุนการผลิตของทั้งสองประเทศปรับเพิ่มในอัตราใกล้เคียงกับไทย ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งเพิ่มบุคลากรในการรองรับกับการขยายตัว เพราะปัจจุบันมีแรงงานเพียง 1.06 ล้านคน ซึ่งยังขาดแคลนอีก 1 แสนตำแหน่ง โดยเครื่องนุ่งห่มต้องการมากสุด 2-3 หมื่นคน

“โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯมี 4,500 แห่งโดย 10% เป็นนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาซื้อกิจการของคนไทยที่กำลังปิดกิจการหรือประสบปัญหาการเงินเพราะจะง่ายกว่าการมาตั้งโรงงานเอง ขณะเดียวกันเชื่อว่าแรงงานกลุ่มนี้จะไม่ตกงานแน่นอนเห็นได้จากช่วงวิกฤติปี 40 ที่โรงงานหลายแห่งต่างรักษาแรงงานกึ่งฝีมือไว้เพราะหายาก แต่อาจใช้วิธีตกลงเจรจากัน เช่น ลดเวลาทำงาน หรือให้เอางานกลับไปทำที่บ้านได้”



******************************
คำถามท้ายเรื่อง
  1. สาเหตุของภาคอุตสาหกรรมส่งออกโดยรวมที่มียอดคำสั่งซื้อลดลง?

  2. นักลงทุนกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่างชาติได้ เตรียมย้ายฐานการผลิตจากจีนและบังกลาเทศมาไทย เพราะอะไร

  3. ทำไมนักลงทุนต่างชาติจึงเข้ามาซื้อกิจการในประเทศไทยที่กำลังปิดกิจการหรือมีปัญหาด้านการเงิน?