นายชัยวัฒน์ งามชัยวัฒน์ เลขทะเบียน 4901202139
"ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อ คือ พยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
ในระยะนี้เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับความพยายามให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการที่สถาบันการเงินเร่งปล่อยสินเชื่อจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อการลงทุน ส่งผลให้ธุรกิจขยายตัวและพลอยทำให้มีการเพิ่มการจ้างงาน ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญว่า เมื่อขยายการผลิตหรือขยายการให้บริการแล้วมีคนบริโภคซื้อของจับจ่ายตามการขยายตัวด้วย
จึงจะเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในตรงนี้ผมขอไม่พูดถึงประเด็นที่ว่าสมมติฐานจะเป็นจริงได้ต้องทำอย่างไร แต่ที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ กฎเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างไรหรือไม่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยง (Risk Based Supervision) ซึ่งการปล่อยสินเชื่อนั้น มีมาตรการที่สำคัญอยู่ 2-3 เรื่องที่ทำให้สถาบันการเงินต้องชั่งใจก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ เรื่องแรกคือ ผู้กำกับดูแลอยากให้สถาบันการเงินมีขบวนการปล่อยสินเชื่อที่เป็นไปตามผลการพิจารณาความสามารถชำระหนี้ของผู้มาขอกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีหลักประกันคุ้มก็ปล่อยสินเชื่อได้ เพราะนั่นทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังที่เราเห็นจากกรณีการปล่อยสินเชื่อ Subprime ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดูจากหลักประกันบ้าน แทนที่จะพิจารณากำลังความสามารถของผู้ขอกู้ ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอยู่ในขณะนี้
ในการพิจารณาความสามารถชำระหนี้นั้น ปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจคือ วัตถุประสงค์การขอกู้เงิน และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ (ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้) เพราะสถาบันการเงินก็ต้องการดูว่าลูกค้ามาขอกู้เงินนั้น นำเงินไปต่อยอดธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะมาชำระเงินคืนหรือไม่ แต่เป็นธรรมดาที่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ สถาบันการเงินมักจะมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวัง
ในเรื่องนี้มาก จึงทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยยอมปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ข้อมูลอื่นที่สถาบันการเงินใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจคือ ประวัติการจ่ายชำระหนี้และฐานะการเงินของลูกค้า ซึ่งสถาบันการเงินจะดูจากศูนย์ข้อมูลเครดิตกลาง (Credit Bureau)
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเรื่องที่สองคือ สถาบันการเงินต้องไม่ให้สินเชื่อโดยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป เพราะหากปล่อยเงินกู้ให้รายเดียวหรือกลุ่มลูกค้ากลุ่มใดเป็นจำนวนสูง ๆ และหากลูกค้ารายนั้นไม่สามารถจ่ายคืนได้ ก็จะเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ (Single/Concentration Risks) อันนี้ก็เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลสากล และแม้ว่าทางการจะไม่สั่งการ โดยหลักปฏิบัติสถาบันการเงินก็ไม่อยากทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนการลงทุนของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เอาไข่หลายใบไว้ในตะกร้าเดียวกัน
กฎเกณฑ์เรื่องที่สามคือ ในการปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ที่เราอาจคุ้นเคยในเรื่องการดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการรักษาความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ไม่ให้จับเสือมือเปล่า กล่าวคือต้องมีเงินกองทุนของตัวเองรองรับด้วย ไม่ใช่ว่ามือหนึ่งรับเงินฝาก อีกมือหนึ่งปล่อยสินเชื่อ โดยไม่มีทุนเลย และนอกจากนี้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรอง "ทั่วไป" (General Reserve) ซึ่งจะเป็นประมาณ 1%-2% ของยอดสินเชื่อ อันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลทั่วไป ไม่ได้เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับประเทศไทย แต่หากหนี้นั้นเริ่มมีอาการไม่ดี ก็ต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเป็นรายลูกหนี้ตามความรุนแรงของความเสียหาย ดังนั้นสถาบันการเงินจึงพยายามเลือกลูกค้าตั้งแต่แรกในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย
หลักการสำคัญ 3 เรื่องที่กล่าวมา ซึ่งจะขอสรุปคือ 1) การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ 2) การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ 3) การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง เป็นหลักธรรมดาพื้นฐาน แม้ว่าผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินไม่กำหนด สถาบันการเงินก็ดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังตามหลักการที่กล่าวอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการดูแลความเสี่ยง ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินเองก็อยากเห็นสถาบันการเงินแข็งแรง
ดังนั้น ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคือ ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อแรก และพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งผมเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยากอยู่แล้ว
ผมคิดว่าสถาบันการเงินอยากปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว ไม่มีสถาบันการเงินไหนหรอกครับที่อยากจะรับเงินฝากมาเก็บไว้เฉย ๆ เพราะมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะในยามนี้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเหลือเยอะแยะจากการระดมเงินฝาก สถาบันการเงินเองก็พยายามวิ่งหาลูกค้าดี ๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับผู้ทำธุรกิจที่ต้องพยายามหาโอกาสทางธุรกิจในการขยายตัวและผลิตสินค้าแล้วขายให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถนักธุรกิจไทยอยู่แล้ว ผมขอเอาใจช่วยครับ
ที่มา http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1423782&issue=2378
*******************************
คำถามท้ายเรื่อง
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
6 ความคิดเห็น:
นาย กฤษณกร สารพันวงศ์ [4901202151]
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
ตอบ ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อ คือ พยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
ตอบ
1) การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
2) การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ
3) การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
ตอบ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
น.ส.จีราภรณ์ แซ่ลิ้ม 4901202092 (G4)
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคือต้องพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งจากความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
2. หลักการสำคัญ 3 เรื่องที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ดังนี้
- การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
- การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป
- การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5 เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
คำถามท้ายเรื่อง
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
-พยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
-การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
-การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ
-การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
-8.5%
นางสาวชุษณี ตองอ่อน
5005106002
FM SCIENCE
คำถามท้ายเรื่อง
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
-พยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
-การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
-การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ
-การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
-8.5%
นางสาวชุษณี ตองอ่อน
5005106002
FM SCIENCE
น.ส.ชมพูนุช เติมรัตนสุวรรณ
4901202083 g6
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อ คือ การพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี เช่น การชำระหนี้ให้ตรงต่อเวลา
2. 1)สถาบันการเงินต้องชั่งใจ ก่อนปล่อยสินเชื่อ มีการพิจารณาความสามารถการชำระหนี้ของผู้มาขอกู้ก่อน
2)สถาบันการเงินต้องไม่ให้สินเชื่อโดยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป
3)การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง
3. ในการปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
1. ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคืออะไร
ตอบ รักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยาก
2. หลักการ 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้มีอะไรบ้าง
ตอบ
1. พิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยจะดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
2. ไม่ปล่อยสินเชื่อให้กระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไปซึ่งจะเป็นการเสี่ยง
3. ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง
3. สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
ตอบ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
นางสาว วราภรณ์ จันทร์แสงสุก
เลขทะเบียน 4901202065
แสดงความคิดเห็น